ติดต่อสมาคมฯ

ที่อยู่ : 7 พหลโยธิน ซอย 5 (ราชครู) แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400 ADDRESS : 7 Soi Rajakru Phaholyothin Road, Samsennai Phayathai, Bangkok 10400

โทรศัพท์ (TEL) : 0-2279-3621, 0-2619-7753, 08-9679-6913 โทรสาร (FAX) : 0-2619-7752 เว็บไซต์ (WEBSITE) : http://gsd.in.th/ อีเมล (E-MAIL) : gsdathailand@gmail.com

เพจเฟสบุ๊ค (FACEBOOK PAGE) : http://www.facebook.com/GSDAThailand/ ช่องยูทูป (YOUTUBE CHANNEL) : http://www.youtube.com/channel/UCqs68CzaOllQDLclOMQvdXw

หมายเหตุ : สุนัขพันธุ์ "อัลเซเชียน", "เยอรมันเชพเพอด", "เยอรมันเชพเพิร์ด", "เยอรมันเชฟเฟิร์ด", "เยอรมันเชเพิร์ด" และ พันธุ์ "เยอรมันเช็พเพอด" เป็นสุนัขพันธุ์เดียวกันค่ะ

สมาคมผู้เลี้ยงสุนัขพันธุ์เยอรมันเช็พเพอดแห่งประเทศไทย (ส.ส.ย.ท.) มีหน้าที่เผยแพร่ข้อมูล ความรู้ความเข้าใจ และข่าวสารต่าง ๆ เกี่ยวกับสุนัขพันธุ์เยอรมันเช็พเพอด (คนไทยนิยมเรียกว่า อัลเซเชียน) และดูแลจัดการออกใบพันธุ์ประวัติ (ใบเพดดิกรี) ของสุนัขพันธุ์นี้อย่างเป็นระบบ

สมาคมผู้เลี้ยงสุนัขพันธุ์เยอรมันเช็พเพอดแห่งประเทศไทย (ส.ส.ย.ท.) เป็นสมาชิกของ Weltunion der Vereine für Deutsche Schäferhunde หรือ W.U.S.V. (สมาชิกภาคีสหพันธสมาคมสุนัขพันธุ์เยอรมันเช็พเพอดโลก) กรุณาดูรายละเอียดได้ที่ http://www.wusv.de/1181/?L=%22%3Dmar%C3%AF%C2%BF%C2%BDY%C3%AF%C2%BF%C2%BD

ครีเอทีฟคอมมอนส์

สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์
ผลงานนี้ โดย สมาคมผู้เลี้ยงสุนัขพันธุ์เยอรมันเช็พเพอดแห่งประเทศไทย ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ต้นฉบับ.
อยู่บนพื้นฐานของงานที่ gsd.in.th.
การอนุญาตนอกเหนือจากที่ระบุไว้ในสัญญาอนุญาตนี้ อาจมีอยู่ที่ gsd.in.th

Syndicate

Subscribe to Syndicate

Upcoming Events

โครงสร้างของส่วนอก, ส่วนหลัง และส่วนกลางลำตัว (The Middle Piece)

มาตราฐานของสุนัขพันธุ์ German Shepherd

ส่วนอก, ส่วนหลัง และส่วนกลางลำตัว (The Middle Piece)

   ผู้เลี้ยงสุนัขพันธุ์ German Shepherd มักจะมองข้ามลักษณะโครงสร้างของร่างกายที่ถูกต้อง กลับไปให้ความสำคัญกับมุมต่าง ๆ การเคลื่อนที่ไหวกลมกลืนสวยงามสะดุดตา, สีขน, ขนาดของหัว และเส้นกรอบของโครงสร้างโดยรวมมากกว่า ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว โครงสร้างของส่วนหลัง, ส่วนอก และส่วนกลางลำตัวนี้มีความสำคัญมาก เพราะถ้าโครงสร้างดังกล่าวไม่ถูกต้อง สุนัขจะไม่มีพลังส่งตรงจากส่วนท้าย ที่จะนำมาใช่ในการเคลื่อนไหวได้อย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้แล้ว ส่วนหลัง ยังเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มีผลทำให้ส่วนอื่นของร่างกายมีลักษณะถูกต้องสวยงาม

ส่วนอก (The Chest)

   ส่วนอกของสุนัข ประกอบด้วยกระดูกซี่โครง (rib) 12 ซี่, RI - R12 ด้านหนึ่งยึดติดกับกระดูกสันหลังส่วน Withers โค้งลงมาทางด้านล่างที่ปลายอีกด้านหนึ่งยึดอยู่กับกระดูกหน้าอกที่เรียกว่า Stemum กระดูกซี่โครงทั้ง 12 ซี่ จะประกอบกันเป็นกรงซี่โครง (ribcage) ซึ่งมีหน้าที่ป้องกันหัวใจและปอดที่อยู่ภายในกรงซี่โครง (ribcage) นั้น โดยวางตัวอยู่ทางด้านหลังของหัวไหล่ เนื่องจากกระดูกซี่โครงโค้งจากกระดูกสันหลังลงมาหากระดูกหน้าอก ในทิศทางที่ไปทางด้านหลังเล็กน้อย ทำให้ลักษณะของกรงซี่โครงที่เกิดขึ้น มีลักษณะยาวแคบทางด้านหน้า และกว้างออกทางด้านหลัง มีลักษณะคล้ายลูกแพร์ ดังรูปที่ 1 การที่กรงซี่โครงมีลักษณะแคบทางด้านหน้าดังกล่าว จะมีผลทำให้ขาหน้าสามารถแกว่งได้เนื้อที่ในลักษณะ ทั้งด้านหน้า-หน้าหลังและด้านข้าง สุนัขที่มีลักษณะของช่วงอกกว้างมากๆ เหมือนถังเบียร์ (barrel Chest) ดังรูปที่ 2 มักจะพบในสุนัขบางพันธุ์ที่ผสมพันธุ์มาเพื่อให้มีความแข็งแรง แต่การเคลื่อนไหวไม่คล่องตัว ในขณะที่สุนัขที่มีลักษณะช่วงอกแคบมากหรือช่วงอกแบนทางด้านข้าง (Slab-Sided Chest) ดังรูปที่ 3 จะมีความกระฉับกระเฉง ว่องไวกว่า แต่ความแข็งแรงจะน้อยลงไป


รูปที่ 1


รูปที่ 2 สุนัขที่มีลักษณะของช่วงอกกว้างมากๆ เหมือนถังเบียร์ (barrel Chest)


รูปที่ 3 สุนัขที่มีลักษณะช่วงอกแคบมากหรือช่วงอกแบนทางด้านข้าง (Slab-Sided Chest)

   กระดูกซี่โครงสุดท้าย (R13) เป็นซี่โครงลอย มีปลายข้างเดียวเกาะติดกับกระดูกสันหลังแต่ปลายอีกด้านหนึ่งไม่ได้มายึดกับกระดูกหน้าอกเหมือนซี่อื่น ๆ เป็นซี่โครงลอยยาวประมาณ 6 นิ้ว และทำหน้าที่ป้องกันส่วนหลัง ดังรูปที่ 4


รูปที่ 4

   ความลึกของส่วนอกก็มีความสำคัญมากเช่นกัน ในสุนัขป่าจำนวนมาก พบว่าส่วนอกตื้นระดับเหนือข้อศอกข้อเท่านั้น สุนัขเหล่านี้ จะไม่ค่อยมีความอดทน แต่สุนัขพันธุ์ German shepherd เป็นสุนัขที่มีพละกำลังมาก เนื่องจากมีส่วนอกลึกและมีกล้ามเนื้อหน้าอกที่แข็งแรง สุนัขใช้งานจำเป็นต้องกระโดดได้สูงกว่าสุนัขป่ามากและต้องทำได้บนพื้นแข็งด้วย อกที่ลึกและและกล้ามเนื้อหน้าอก (brisket) ที่หนาและมีพละกำลังเท่านั้น ที่จะทนต่อแรงกระแทกจากการกระโดดได้ดีที่สุด เมื่อขาหน้าทั้งสองลงสู่พื้น (The impost of landing)

   มาตราฐานของความลึกของส่วนอกได้แก่ 45 % ถึง 48 % ของความสูงของสุนัขเมื่อวัดที่ Withers ซึ่งค่านี้ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับความยาวของขาหน้าสุนัข ส่วนกล้ามเนื้ออก (brisket) ที่อยู่ระหว่างขาหน้า 2 ข้าง ควรอยู่ในระดับเดียวกับข้อศอก โดยกระดูกหน้าอก (Sternum) อยู่ในระดับเหนือข้อศอก ดังรูปที่ 4 อย่างไรก็ตามสุนัขที่มีความสมบูรณ์เต็มที่ กล้ามเนื้อหน้าอก (brisket) อาจจะพัฒนามีความแข็งแรงมาก จนกระทั่งมีระดับต่ำลงมากว่าข้อศอกได้ ( ดังนั้น อาจต้องคลำตรวจให้ละเอียดก่อนสรุปว่า ลักษณะของช่องอกที่ลึกมากนั้น ไม่ได้เป็นเพราะกรงซี่โครงของสุนัขที่ลึกเกินไป) สุนัขที่มีทั้งกล้ามเนื้อหน้าอก (brisket) และกระดูกหน้าอกลึกมาก จะมีช่วงอกแคบเมื่อมองจากทางด้านหน้า กล่าวคืออกที่ลึกมากเกินไป จะมีผลทำให้ส่วนอกแฟบลงไปด้วยซึ่งเป็นลักษณะที่ไม่ต้องการ สุนัขที่มีลักษณะเช่นนี้บางตัวจะสังเกตพบการเต้นของหัวใจได้ชัดเจน บริเวณหลังข้อศอก ในทางตรงข้ามช่วงอกที่มีลักษณะกลมและกว้างก็มักจะตื้นเกินไป ขนที่ดกหนาหรือยาวขึ้นในช่วงฤดูหนาวก็มีผลทำให้ดูอกลึกกว่าความเป็นจริงได้ สุนัขที่ขนสวยจะดูหลอกตาแต่ก็สามารถพิจารณาได้ง่ายว่าเป็นเพราะขนหรือเป็นเนื้อตัวจริงๆ 

   เมื่อมองทางด้านข้าง ส่วนอกด้านหน้า (Prosternum) ควรจะยื่นออกมาเล็กน้อยจากแนวมุมหัวไหล่ กรณีที่มีตำแหน่งหัวไหล่ถูกต้อง, กล้ามเนื้ออกด้านหน้า (Pectoral Muscles) ซึ่งด้านหนึ่งยึดกับขาหน้าท่อนบนและทำหน้าที่ดึงให้ขาหน้าเคลื่อนมาทางด้านหน้านั้น ปลายอีกด้านหนึ่งยึดอยู่กับ Prosternum ซึ่งส่วนของ Prosternum ที่ยื่นออกมาเล็กน้อยนี้เองที่ทำหน้าที่เหมือนคันโยก ในการย่างก้าวของขาคู่หน้า กระดูกอกหน้า (Prosternum) ที่ยื่นออกมามากเกินไปจะทำให้สุนัขมีปัญหาในการเคลื่อนไหวไปทางด้านข้าง (การวิ่งลดเลี้ยว, หักมุม) อย่างรวดเร็ว เพราะมันจะไปขวางการเคลื่อนไหวของกระดูกไหล่ ในขณะเดียวกันสุนัขที่มีการพัฒนาของอกส่วนหน้า (Forechest) ไม่ดีพออาจจะวิ่งควบได้ดีมาก แต่การวิ่งเรียบไม่ค่อยดีนัก (ภาษาเช็พเพอดเรียกว่า “ไม่สาด”)

ส่วนหลัง (The Back)

   ส่วนหลังแบ่งได้เป็น 2 ส่วน คือบริเวณกระดูกสันหลังส่วนอก หรือ thoracic vertebrae 4 ชิ้น (T10-T13) ซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดของ Withers, กระดูกสันหลัง 4 ข้อนี้จะมีสันกระดูกตั้งตรงขึ้น มีการถ่ายน้ำหนักจากกระดูกสันหลังช่วงต้น คือส่วน Withers ผ่านไปยังช่วงท้าย เพื่อให้เกิดแรงขับในการเคลื่อนที่ไปข้างหน้า กระดูกทั้ง 4 ข้อนี้ยังทำให้เกิดช่วงรอยต่อ (Dip) ที่จุดปลาย Withers สุนัขทุกตัว แต่จะมองเห็นได้ชัดเจนในสุนัขบางตัว ที่ส่วนหลังอ่อนแอ หรือยาวเกินไป หรือมีสภาพของร่างกายไม่สมบูรณ์ ผู้เขียน (ไม่ใช่ผู้แปลนะ) เห็นสุนัขเพศผู้ตัวหนึ่งที่ไม่ได้รับการเลี้ยงดูเอาใจใส่ดีพอ สังเกตเห็น dip ชัดเจนมาก แต่เมื่อเวลาผ่านไป ได้รับการเอาใจใส่เลี้ยงดูอย่างดี ก็พบว่ามีพัฒนาการของเส้นหลัง (topline) ที่สวยงามและมีพลังขึ้น สุนัขที่มีส่วนหลังตรงและท้ายสูงก็มองเห็น dip ชัดเจนเช่นกัน แต่สาเหตุมักจะเกิดจากมุม (ของโครงสร้างไม่ถูกต้อง) มากกว่าเกิดจากความอ่อนแอของส่วนหลัง

   ส่วนหลังส่วนที่สองได้แก่บริเวณที่เรียกว่า drive train ซึ่งประกอบด้วยกระดูกสันหลังส่วนเอว (lumbar vertebrae) 7 ชิ้น (L1-L7) กระดูกสันหลังส่วนนี้มีสันกระดูกที่ตั้งตรงสูงขึ้นไปทางด้านบนและมีส่วนที่ยื่นแผ่ไปทางด้านข้างทั้ง 2 ข้าง มีลักษณะแบนกว้างและเอียงไปทางด้านหน้า เพื่อรับแรงกดดันอย่างมากจากกล้ามเนื้อที่ใช้ขับเคลื่อนซึ่งยึดติดอยู่กับกระดูกสันหลังส่วนนี้   ส่วนหลังทั้งหมดรวมทั้ง Withers ดังรูปที่ 5 มีหน้าที่สำคัญ 2 ประการ คือ ถ่ายพลัง จากส่วนท้ายส่งตรงไปข้างหน้าพร้อมทั้งพาร่างกายทั้งหมดเคลื่อนออกไปด้วย และอีกหน้าที่หนึ่งคือ รับน้ำหนักของอวัยวะภายในทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสุนัขเพศเมียที่ตั้งท้อง การส่งผ่านหรือถ่ายเทพลังที่ได้ผลดีที่สุดคือในแนวระนาบที่เป็นเส้นตรง ส่วนการรองรับน้ำหนัก ส่วนโค้งจะทำหน้าที่นี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด


รูปที่ 5

   ดังนั้น สำหรับสุนัขแล้ว โครงสร้างที่ทรงพลังและมีประสิทธิภาพสูงสุด ต้องมีแนวสันหลังที่โค้งเพียงเล็กน้อย สุนัขที่สมบูรณ์ที่สุดจะสังเกตเห็นส่วนโค้งเล็กน้อยนี้ได้เฉพาะในช่วงกล้ามเนื้อส่วนเอว (Loin Muscles) เท่านั้น

   หมอนรองกระดูกสันหลังเรียงตัวกันเป็นแนว ลักษณะเหมือนลูกปัดที่ร้อยอยู่กับลวดที่โค้งเล็กน้อย สันของข้อกระดูกสันหลังส่วนเอวทำให้เกิดแนวเส้นหลังโค้งลงทีละน้อยแต่ละข้อ, ซ่อนอยู่ใต้กล้ามเนื้อ ไขมันและขน เราต้องเข้าใจว่าสภาพสมบูรณ์เต็มที่นั้นจะเห็นเส้นหลังโค้งน้อยกว่าแนวความโค้งจริงของสันข้อกระดูกเส้นหลังที่อยู่ใต้กล้ามเนื้อเสมอ ตัวนั้นความโค้งที่มองเห็นคือตัวบ่งชี้ถึงโครงของกระดูกสันหลังจริงที่โค้งมากกว่านั่นเอง ข้อกระดูกสันหลัง (Spine) ที่โค้งมากเกินไป จะมีผลเสียหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมีการส่งผ่านพละกำลังมาจากส่วนท้าย มีผลทำให้สุนัขสูญเสียพลังงานและเหนื่อยง่าย ถึงแม้ว่าความโค้งของโครงกระดูกสันหลัง (Spine) จะเหมาะสมสำหรับการรองรับน้ำหนัก แต่ก็จะทำให้การเคลื่อนไหวขาดพลัง


รูปที่ 6


รูปที่ 7

   ผู้เชี่ยวชาญบางคนได้แสดงถึงผลดีผลเสีย ในความแตกต่างของความโค้งที่ช่วงกลางหลัง, ช่วงกระดูกเชิงกราน หรือช่วงบน Withers โดยส่วนตัวผู้เขียนเห็นว่า “โค้งก็คือโค้ง” จะมากน้อย หรือจะอยู่ช่วงไหนของลำตัวก็ยังคงมีผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวอยู่ดี เมื่อโครงสร้างของกระดูกสันหลัง (Spine) จะมีผลทำให้โครงสร้างอื่นๆ แต่สุนัขเสียสมดุลไปด้วย ตัวอย่าง เช่น กระดูกเชิงกรานที่วางอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องกับแนวกระดูกสันหลัง (Spine) ที่โค้งมากเกินไปจะทำให้ ดูเหมือนลาดเอียงมากขึ้น (ดูรูปที่ 6) ในทางกลับกันกระดูกเชิงกรานที่มีลักษณะเหมือนว่าอยู่ในแนวที่ถูกต้องแม้ว่าจะเป็นแนวเดียวกับความโค้งตามกระดูกสันหลัง โดยกรุ๊ปท้ายก็จะลาดจากกลางหลังลงมาเลย (ดูรูปที่ 7) ซึ่งเป็นลักษณะที่ไม่ถูกต้องเป็นอย่างยิ่ง อีกด้านหนึ่งของแนวสันหลัง (Spine) ที่โค้งลงไปหา Withers ทำให้ส่วน Withers ต่ำลง สุนัขบางตัวที่ Withers ต่ำมากๆ จะมีผลทำให้ส่วนขาหน้าทั้งหมดถูกกดลง และบริเวณกระดูกหัวไหล่จะเป็นมุมชันไปข้างหน้า เมื่อออกวิ่งสุนัขจะย่างก้าวไม่ได้เนื้อที่โดยขาหน้าจะก้าวไปได้ไม่เกินปลายคาง เวลายืนหรือเดินก็จะไม่ยกหัวเชิดขึ้น อาจเดินหัวตกด้วยซ้ำไป ซึ่งเป็นภาพลักษณ์ที่ไม่น่าดูเลย สุนัขที่มีลักษณะถูกต้อง เมื่ออยู่ในท่ายืนจะยกหัวเชิดได้ระดับพอเหมาะ มองดูขึงขังมีสง่า Wither จะสูง และค่อยลาดตรงลงมายังส่วนหลัง สันหลัง (Spine) ต่อจาก Withers ลงมาโค้งเล็กน้อยมองแทบไม่เห็น กล้ามเนื้อส่วนเอวอาจโค้งเล็กน้อยในสุนัขที่มีกล้ามเนื้อสมบูรณ์แต่เส้นหลังควรจะมองเห็นเป็นเส้นตรง

   ยังคงเป็นที่กังขากันเรื่องเส้นหลังที่โค้งสวยนั้น ว่าเป็นลักษณะที่สวยงามและถูกต้องตามสายพันธุ์จริงหรือ ในเมื่อมันมีผลให้เกิดปัญหาในการเคลื่อนไหว ก็ย่อมสงสัยว่ายังจะมีกระดูกส่วนไหนที่จะได้รับผลกระทบอีกบ้าง จากการที่โครงสร้างหลักของร่างกายผิดรูปไปอย่างนี้ ธรรมชาติได้มีการวิวัฒนาการของความโค้งของส่วนหลัง ในสัตว์เลื้อยคลานที่อยู่ใต้ดิน หรือสัตว์จำพวกหนูเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรับแรงกด จากพื้นดินด้านบน แต่ German Shepherd ไม่ได้จัดอยู่ในสัตว์จำพวกที่กล่าวนี้เลย

   ลักษณะในทางตรงกันข้ามโชคดีที่พบได้ไม่บ่อยนัก ได้แก่ หลังอ่อนหรือ Sway back (ดังรูปที่ 8) ซึ่งส่วนหลังจะอ่อนแอมาก สุนัขจะบาดเจ็บได้ง่าย เมื่อเคลื่อนไหวเป็นโครงสร้างที่ไม่ช่วยรับน้ำหนักสำหรับสุนัขที่ต้องท้อง, สุนัขตัวใดที่มีแนวโน้มว่าจะหลังอ่อน ถือว่า “ใช้ไม่ได้”


รูปที่ 8 หลังอ่อน (Sway back)

   สุนัขที่มีช่วงหลังสั้นมากมักมีสัดส่วนของร่างกายเป็นสี่เหลี่ยม (ดังรูปที่ 9) ซึ่งแม้ว่าจะเป็นที่ยอมรับกันว่าเป็นโครงสร้างร่างกายที่แข็งแรงมาก (เช่นสุนัขขนาดเล็กที่เลี้ยงไว้แข่งขันกีฬา เช่นกลุ่มเทอร์เรียต่างๆ ที่ไม่ต้องการความยืดหยุ่นในขณะออกกำลังกาย) แต่ไม่มีความยืดหยุ่นในการเคลื่อนไหวมากพอสำหรับการใช้งานหนักในสุนัขพันธุ์ใหญ่


รูปที่ 9 สัดส่วนของร่างกายเป็นสี่เหลี่ยม

   สุนัขที่มีช่วงหลังยาว อันเป็นลักษณะปกติสุนัขที่มีการเพาะพันธุ์มาโดยเฉพาะให้มีการย่าวก้าวเคลื่อนๆไหว, ลดเลี้ยวแคล่วคล่องว่องไว ในการวิ่งเรียบ ( trot ) ได้เป็นอย่างดี ( ดังรูปที่ 10 ) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออายุยังน้อย แต่เมื่อมีอายุมากขึ้น ก็จะรับน้ำหนักได้ไม่ดีเหมือนเดิม สุนัขบางตัวมีโอกาสที่จะเกิดลักษณะหลังอ่อน หรือ Sway back ได้เมื่อแก่ตัวลง สุนัขที่มีช่วงหลังยาว จะมีผลต่อความคล่องตัว โดยที่ส่วนหลังต้องยืดหยุ่นได้เร็ว ในการวิ่งควบหรือการวิ่งกระโดด ส่วนหลังที่ยาวจะต้องใช้พลังกล้ามเนื้ออย่างมากในการทำงานดังกล่าว นอกจากนี้แล้วช่วงหลังที่ยาวอาจมีผลทำให้เกิดช่องว่างในช่องท้องมากขึ้นทำให้เกิดการบิดของอวัยวะในระบบทางเดินอาหารได้ง่าย


รูปที่ 10 สุนัขที่มีช่วงหลังยาวปกติ

ส่วนกลางลำตัว (Middle Piece) :

   ซึ่งหมายถึงบริเวณระหว่างกรงซี่โครงและช่วงท้าย (hindquarters) สุนัขที่มีลักษณะดี กล้ามเนื้อส่วนเอว (Loin) จะหนา (ดังรูปที่ 1) และคอดเข้าทางด้านข้าง (tuck-up from the side) (ดังเช่นในรูปที่ 5) สุนัขที่มีโครงสร้างของหลังที่ปกติ มีความแข็งแรงของกระดูกและกล้ามเนื้อ, ไม่ควรจะมีลักษณะเอวคอดมากอย่างสุนัขเกรย์ฮาวด์ แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีความคอดเสียเลย


รูปที่ 1


รูปที่ 5

   ส่วนกลางลำตัวควรเป็นบริเวณที่ค่อนข้างสั้น เพราะถ้าส่วนนี้ยาวจะมีผลทางส่วนหลังยาวด้วย ส่วนกลางลำตัวเป็นบริเวณที่อยู่ของอวัยวะภายในเช่น กระเพาะอาหาร, ทางเดินอาหาร, ตับ, ไต และอวัยวะระบบสืบพันธุ์ โครงสร้างที่มีช่วงท้องแข็งแรง จัดเป็นโครงสร้างที่ดี ช่วงท้องที่ยาวลึกและหย่อนยาน จะทำให้ความอดทนของสุนัขลดลง และที่แย่ไปกว่านั้น อาจจะเกิดภาวะท้องอืด, กระเพาะพลิกได้ง่าย ผู้เขียน (ไม่ใช่คนแปลนะ) เคยเห็นสุนัขที่เข้าประกวด มีลักษณะลำตัวยาวและลึก แต่หลวมหย่อนยานเวลาเดินอวัยวะเพศผู้จะแกว่งไปมาเหมือนลูกตุ้มนาฬิกา ซึ่งเป็นลักษณะโครงสร้างที่ไม่ดี ช่วงลำตัวควรจะลึกมองดูแกร่ง, แน่นเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อที่แข็งแรง, ผิวหนังและขนที่มีสุขภาพดี ไม่หย่อนยานขาดรูปทรงและเต็มไปด้วยไขมัน

ขอขอบคุณ อาจารย์ ดร.มีนา สาริกะภูติ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้กรุณาให้คำแนะนำทางเทคนิคเรียบเรียงจาก : The Chest, Back and Middle by Linda Shawหนังสือ : Schutzhund USA ฉบับ Sep/Oct 2000โดย : สมาชิก 8024 (น.อ. สุชาติ สาพิทักษ์)

 

แหล่งที่มาข้อมูล : วารสารเช็พเพอด ฉบับที่ 46 (มิถุนายน 2544)

แหล่งที่มาบทความต้นฉบับและรูปภาพ : http://www.gsdinfo.co.uk/General%20Info/Middle%20Piece.htm

อ่านบทความใน Facebook ได้ที่ http://www.facebook.com/notes/สมาคมผู้เลี้ยงสุนัขพันธุ์เยอรมันเช็พเพอดแห่งประเทศไทย/โครงสร้างของส่วนอก-ส่วนหลัง-และส่วนกลางลำตัว-The-Middle-Piece-/516919048345529

CC license: 
Creative Commons Licence
Share/Save