ติดต่อสมาคมฯ

ที่อยู่ : 7 พหลโยธิน ซอย 5 (ราชครู) แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400 ADDRESS : 7 Soi Rajakru Phaholyothin Road, Samsennai Phayathai, Bangkok 10400

โทรศัพท์ (TEL) : 0-2279-3621, 0-2619-7753, 08-9679-6913 โทรสาร (FAX) : 0-2619-7752 เว็บไซต์ (WEBSITE) : http://gsd.in.th/ อีเมล (E-MAIL) : gsdathailand@gmail.com

เพจเฟสบุ๊ค (FACEBOOK PAGE) : http://www.facebook.com/GSDAThailand/ ช่องยูทูป (YOUTUBE CHANNEL) : http://www.youtube.com/channel/UCqs68CzaOllQDLclOMQvdXw

หมายเหตุ : สุนัขพันธุ์ "อัลเซเชียน", "เยอรมันเชพเพอด", "เยอรมันเชพเพิร์ด", "เยอรมันเชฟเฟิร์ด", "เยอรมันเชเพิร์ด" และ พันธุ์ "เยอรมันเช็พเพอด" เป็นสุนัขพันธุ์เดียวกันค่ะ

สมาคมผู้เลี้ยงสุนัขพันธุ์เยอรมันเช็พเพอดแห่งประเทศไทย (ส.ส.ย.ท.) มีหน้าที่เผยแพร่ข้อมูล ความรู้ความเข้าใจ และข่าวสารต่าง ๆ เกี่ยวกับสุนัขพันธุ์เยอรมันเช็พเพอด (คนไทยนิยมเรียกว่า อัลเซเชียน) และดูแลจัดการออกใบพันธุ์ประวัติ (ใบเพดดิกรี) ของสุนัขพันธุ์นี้อย่างเป็นระบบ

สมาคมผู้เลี้ยงสุนัขพันธุ์เยอรมันเช็พเพอดแห่งประเทศไทย (ส.ส.ย.ท.) เป็นสมาชิกของ Weltunion der Vereine für Deutsche Schäferhunde หรือ W.U.S.V. (สมาชิกภาคีสหพันธสมาคมสุนัขพันธุ์เยอรมันเช็พเพอดโลก) กรุณาดูรายละเอียดได้ที่ http://www.wusv.de/1181/?L=%22%3Dmar%C3%AF%C2%BF%C2%BDY%C3%AF%C2%BF%C2%BD

ครีเอทีฟคอมมอนส์

Creative Commons Licence

Except where otherwise noted, content on this site is licensed under a Creative Commons Attribution, Non-Commercial, No Derivative Works CC BY-NC-ND Licence.

ครีเอทีฟคอมมอนส์

สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์
ผลงานนี้ โดย สมาคมผู้เลี้ยงสุนัขพันธุ์เยอรมันเช็พเพอดแห่งประเทศไทย ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ต้นฉบับ.
อยู่บนพื้นฐานของงานที่ gsd.in.th.
การอนุญาตนอกเหนือจากที่ระบุไว้ในสัญญาอนุญาตนี้ อาจมีอยู่ที่ gsd.in.th

Syndicate

Subscribe to Syndicate

Upcoming Events

  • 11 มิ.ย. 2020 - 09:00 ถึงวันที่ 14 มิ.ย. 2020 - 20:00
  • 3 ก.ย. 2020 - 06:00 ถึงวันที่ 6 ก.ย. 2020 - 18:00
  • 18 ก.ย. 2020 - 06:00 ถึงวันที่ 20 ก.ย. 2020 - 18:00
  • 7 ต.ค. 2020 - 06:00 ถึงวันที่ 11 ต.ค. 2020 - 18:00

Past Events

หน้า

เรื่องน่าจะรู้ ... แต่อาจไม่น่าจะอ่าน เกี่ยวกับโรคทางพันธุกรรม ( Genetic Disease ) ตอนที่ 2

เรื่องที่เกี่ยวข้องสืบเนื่องกับ..โรคทางพันธุกรรม หรือ Genetic Disease..ขั้นต่อมาก็คือ เรื่องของ........   

ความสามารถในการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ( Heritability )

เราคงเคยได้ยินบ่อยๆ ที่ผู้คนทั่วๆไป มักจะพูดถึง โรค ที่ ( เชื่อกันว่า ) เป็นกรรมพันธุ์ ว่า  

ถ้าสุนัขตัวไหน ปลอดจากยีนส์ของโรคที่เป็นกรรมพันธุ์ นั้นแล้วละก้อ...ไม่ว่าจะเลี้ยงดูอย่างไร ในสิ่งแวดล้อมแบบไหน ก็ไม่มีทางเป็น ( แสดงอาการ ) โรคนั้นๆได้ และ

ถ้ามียีนส์ของโรคนั้นๆอยู่ในสายเลือดแล้ว แม้จะเลี้ยงดูให้เลิศเลอเปอร์เฝคขนาดไหน ก็จะต้อง เป็น หรือ แสดงอาการ ของโรคนั้นจนได้สักวันแหละน่า

เมื่อเข้าใจดังนั้นแล้ว......หาก เกิดได้ทราบว่า สุนัขของตัวเอง มีอาการของโรคทางกรรมพันธุ์
หรือ มีคนบอกว่า เป็นโรคทางกรรมพันธุ์ หรือบังเอิญได้รู้ว่า บรรพบุรุษของมันเป็นโรคนี้
เจ้าของสุนัข ผู้โชคร้าย ตัวนั้น ก็มักจะหมดอาลัยตายอยาก หดหู่สิ้นหวัง ซังกะตาย หายอยาก เลี้ยงไปเลย

ความเข้าใจดังกล่าวนั้น  ก็ถูกต้องอยู่.......ส่วนหนึ่ง แต่ก็ยังมี ส่วนรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆ อีกมากมาย
ที่ ผู้เลี้ยง และ ผู้เพาะพันธุ์ ควรเปิดโลกทรรศน์ มุมมอง และ รับรู้ข้อมูล ส่วนที่แตกต่างจากที่เคยรู้ , เคยเข้าใจ ไปบ้าง
เพื่อจะได้มองเห็น และ เข้าใจถึงลักษณะที่แท้จริงของการเกิด , การพัฒนาอาการ และการแสดงให้ปรากฏ ของโรคทางพันธุกรรม
เพื่อ ประโยชน์ที่จะช่วยให้สายพันธุ์ที่เรารัก มีคุณชีวิตในภาพรวมที่ดี ( แม้จะเป็นโรคทางพันธุกรรม ) ได้เท่าเทียม หรือดีกว่า สุนัขปกติทั่วไป        

เมื่อพูดถึง การถ่ายทอดลักษณะโดยทางพันธุกรรม ( inherited characteristics ) และ ผลกระทบอันเนื่องมาจากจากสิ่งแวดล้อม ( environmental effects)
ผู้เลี้ยง และผู้เพาะพันธุ์ ก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจในเรื่องพวกนี้ให้ดี ก่อนที่คิดจะผสมพันธุ์   

ก่อนอื่น ต้องเข้าใจ และแยกแยะความหมายที่แตกต่าง ของ ความสามารถในการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ( heritability ) และ การรับสืบทอดทางพันธุกรรม ( inheritance ) ให้ชัดเจน   

ลองนึกถึง โรคข้อตะโพกวิการ หรือ Hip Dysplasia ที่ส่งผ่านโดยทางหน่วยพันธุกรรม ( Genes ) 100 %
แต่ลักษณะอาการของโรคนี้ ไม่ได้เป็นไปตามที่คาด.ทั้ง 100 % ( โดยการเอ็กซเรย์ )
ข้อที่น่าคิด ข้อแรก คือ มีการรับสืบทอดลักษณะทางพันธุกรรม อย่างไร และ
อีกข้อหนึ่งคือ ลักษณะทางพันธุกรรมนั้น ได้รับสืบทอดมา มากน้อยแค่ไหน ( ทั้งในลักษณะที่มองเห็นได้ หรือจากการอ่านฟิล์มเอ็กซเรย์ )

เราจะไม่พูดกันลงลึกถึงรายละเอียดการทำงานของกระบวนการทางชีวพันธุกรรม ที่ลึกซึ้งเกินกว่าสติปัญญาชาวบ้านของผู้เล่าเรื่องนี้
แต่จะบอกเล่าสู่กันฟัง พอเป็นสังเขปเท่าที่ตัวเองพอจะเข้าใจได้ ในระดับที่จะสามารถนำมาวิเคราะห์การวางแผนการผสมพันธุ์
เพื่อให้การสืบทอดลักษณะทางพันธุกรรม ( จากการผสมพันธุ์ครั้งนี้ ) มีความเสี่ยงต่อโรคต่างๆน้อยที่สุด

ในแง่ของนักวิจัย ความสามารถในการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม หรือ Heritability
ก็คือ ค่าประเมินความแปรผันของลักษณะทางพันธุกรรม ( phenotypic variation ) ในกลุ่มเป้าหมายการวิจัย
ที่เป็นต้นกำเนิดของพันธุกรรม ( genetic origin ) นั้นๆ  

หมายถึง ค่าความแปรผันที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง อันเกิดจากหน่วยพันธุกรรม ( Genes ) ไม่ใช่จาก โรค 

ยกตัวอย่างเช่น ความสามารถในการถ่ายทอดทางพันธุกรรมของโรค Hip Dysplasia ของสุนัขพันธุ์เยอรมันเช็พเพอด
ใน ช่วงปี 1980 อยู่ที่ประมาณ 0.25  หรือ 25 % ( ตัวเลขสมมติ ) ก็หมายความว่า 25 % ของลักษณะทางพันธุกรรมที่แปรผันไปจากปกติ ( phenotypic variance )
หรือ การแสดงอาการของ Hip Dysplasia นั้น เกิดจาก ( การทำงานที่ผิดปกติของ ) หน่วยพันธุกรรม ( Genes )  

คราวนี้ มาพูดถึงประเด็น เรื่อง การพัฒนาการของโรค ( Development of Hip Dysplasia ) กันบ้าง
ไม่ใช่แค่ มีอาการของโรค เท่านั้นแต่หมายถึง อาการที่พัฒนารุนแรงขึ้น ในลักษณะต่างๆกัน
พัฒนาการของโรค Hip Dysplasia นี้ ว่ากันว่า 70 %  ได้รับอิทธิพลจาก หน่วยพันธุกรรม ( Genes )

ส่วน พัฒนาการของโรค Hip Dysplasia อีก 30 % อันหมายความรวมถึง ความรุนแรงของอาการที่เพิ่มขึ้น , อายุขัยที่โรคแสดงอาการให้ปรากฏ และ
ร่องรอยเฉพาะโรค ต่างๆ เช่น กระดูกงอก , กระดูกเสื่อม , ข้อต่อกระดูกหลวม  ฯลฯ ได้รับอิทธิพลจากสภาพแวดล้อมร่วมด้วย
ตัวอย่างที่พบบ่อย เช่น การให้กินอาหารมากเกินไป ( เมื่อเทียบกับน้ำหนักตัว )  

ความจริง เรื่องของสภาพแวดล้อม นั้น ไม่ได้ทำให้เกิดผลกระทบ
ที่เกี่ยวข้อง โดยตรงต่อ หน่วยพันธุกรรมที่ถ่ายทอดโรค ( genotype of the disorder ) แต่อย่างใด
แต่จะมีส่วนค่อนข้างมาก ในช่วงพัฒนาการของโรค ดังกล่าวมาแล้วข้างบน

สรุปได้ว่า ในการเก็บรวบรวมข้อมูล หรือหลักฐานการตรวจสภาพของร่างกาย
เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการ วางแผนการผสมพันธุ์ เพื่อพัฒนาสายพันธุ์นั้น
สภาพแวดล้อม ย่อมมีส่วนเกี่ยวข้องที่สำคัญมากในระดับหนึ่งเหมือนกัน
แม้ว่า จะไม่มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงหน่วยพันธุกรรม ที่ทำให้เกิดโรคโดยตรงก็ตาม

เราจะรู้ ความแปรผันของลักษณะพันธุกรรม ( phenotypic variance ) ของโรคข้อตะโพกวิการ ได้
โดยการประเมินจาก ผลการเอ็กซเรย์กระดูกตะโพก ของสุนัขจำนวนมาก
ที่เลี้ยงดูอยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกัน ( เช่น ให้อาหารชนิดเดียวกัน และสัดส่วนปริมาณอาหารต่อน้ำหนักตัวสุนัขเท่ากัน เป็นต้น )

การประเมินค่าความสามารถในการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ( Heritability ) นี้ มีประโยชน์มาก
เพราะทำให้เราสามารถคาดการณ์ล่วงหน้า ( อย่างค่อนข้างน่าเชื่อถือได้ ) ถึงลักษณะของรุ่นลูกหลานที่จะสืบสายพันธุ์ต่อไป
เมื่อคัดเลือกลักษณะทางพันธุกรรมเฉพาะเจาะจง ( certain phenotype ) ที่เหมาะสมที่สุด สำหรับนำเข้ามาจับคู่ผสมพันธุ์ให้ได้ผลตามต้องการ

การประเมินค่า ความสามารถในการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ของลักษณะที่เจาะจงโดยเฉพาะนั้น
เราจะต้องใช้ข้อมูลพื้นฐาน จากสุนัขที่มีลักษณะตรงตามที่กำหนดไว้
ให้ได้จำนวนมากที่สุด จากช่วงระยะเวลาที่กำหนด และ
อยู่ในสภาวะแวดล้อมที่ใกล้เคียงกันมากที่สุด
ในการนำมาประกอบการพิจารณาวางแผนการผสมพันธุ์   

ในกรณีของโรค ข้อตะโพกวิการ หรือ Hip Dysplasia เราจะสามารถคาดหวังผลที่จะออกมาได้ค่อนข้างถูกต้อง
โดย วางแผนการผสมพันธุ์ แบบข้ามสาย ( outcross ) ให้มากขึ้น
โดยคัดเลือกคู่ผสมที่มีประวัติ ลักษณะข้อตะโพกที่ดีที่สุดมาผสมเท่านั้น
เพื่อยกระดับคุณภาพของสายของเราให้ดีขึ้นเรื่อยๆ

เปรียบ เหมือนการคัดเลือกนักดนตรีฝีมือดีๆเข้ามาเสริมในวง ยิ่งได้นักดนตรีที่มีฝีมือเข้ามามากเท่าไหร่ พวกที่ฝีมือด้อยๆก็จะถูกคัดออกไปมากเท่านั้น และแน่นอน ย่อมยิ่งทำให้วงดนตรีของเรามีคุณภาพดีขึ้นเรื่อยๆ

ที่สำคัญ ระบบ หรือ วิธีการ ตรวจสอบ และวินิจฉัย ลักษณะอาการ และ ระดับความรุนแรงของโรค
ที่ให้ผลที่ ละเอียด และ ถูกต้องใกล้เคียงความเป็นจริงที่สุด
จะทำให้ผลการประเมิน ความสามารถในการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ถูกต้องแม่นยำ
สามารถนำมาใช้เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาสายพันธุ์ได้มากที่สุด

ผู้เขียน : คุณวิภาดา

แหล่งที่มาข้อมูล : http://www.thaigsdclub.org/gsdboard/index.php?topic=474.0

CC license: 
Creative Commons Licence
Share/Save